สั่งของบิ๊กซีออนไลน์
สถานะคำสั่งซื้อ

เข้าสู่ระบบ

หรือ สมัครสมาชิก

เริ่มใช้งานบิ๊กพอยต์

นโยบายความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน

บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) และบริษัทในเครือ ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ผู้สมัครงาน อดีตพนักงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจ้างงาน (“ท่าน”) ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และเนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการบริหารงานบุคคล การปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวัตถุประสงค์ที่จำเป็นในการบริหารจัดการองค์กร การควบคุมภายใน และความมั่นคงปลอดภัยของสถานที่ทำงาน

เพื่อให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย บริษัทจัดทำนโยบายฉบับนี้ขึ้นเพื่อให้ท่านได้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งความจำเป็นและวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และสิทธิตามกฎหมายของท่าน โปรดอ่านโดยละเอียดและทำความเข้าใจเพื่อประโยชน์ในการใช้สิทธิใดๆ ที่เกี่ยวข้องของท่านกับบริษัท ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับข้อมูลภายใต้ประกาศฉบับนี้ ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวกในรายละเอียดด้านล่างนี้ ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับข้อมูลภายใต้ประกาศฉบับนี้ ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวกในรายละเอียดด้านล่างนี้

ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับข้อมูลภายใต้ประกาศฉบับนี้ ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้ตามช่องทางที่ท่านสะดวกในรายละเอียดด้านล่างนี้

บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างไรบ้าง?
บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยตรงเป็นหลักผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการกรอกแบบฟอร์มสมัครงาน เอกสารสัญญาจ้างงาน การส่งข้อมูลหรือเอกสารประกอบการทำงาน ระบบบริหารงานบุคคล (HRIS) ระบบบันทึกเวลา ระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมถึงการใช้ช่องทางสื่อสารภายในองค์กร เช่น อีเมล แอปพลิเคชันที่บริษัทจัดให้ หรือระบบออนไลน์ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติงานประจำวัน นอกจากนี้ บริษัทอาจเก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ของบริษัท ตลอดจนการติดต่อผ่านโทรศัพท์ซึ่งอาจมีการบันทึกเสียงตามที่กฎหมายอนุญาต

ในบางกรณี บริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากแหล่งข้อมูลอื่นที่มิใช่ท่านโดยตรง เช่น ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทในเครือหรือกลุ่มบริษัท ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ให้บริการภายนอกที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ ระบบเงินเดือน หรือบริการด้านทรัพยากรบุคคล ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานของรัฐ เช่น ประกันสังคมหรือกรมสรรพากร รวมถึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้

ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการแจ้งให้ท่านทราบเมื่อมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากท่านโดยตรงโดยไม่ชักช้า และหากเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมจากท่านก่อนการประมวลผล เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอะไรของท่านบ้าง?
บริษัทให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และมุ่งมั่นที่จะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทจะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเท่าที่จำเป็น ภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ การให้บริการ และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทอาจเก็บรวบรวมจากท่าน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้บริการ ความสัมพันธ์ทางสัญญา และข้อกำหนดตามกฎหมาย โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อมูลระบุตัวตน (Identity data) คือ ข้อมูลที่สามารถใช้ระบุหรือยืนยันตัวตนของท่านได้โดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น คำนำหน้าชื่อ ชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขหนังสือเดินทาง หมายเลขประจำตัวลูกค้า หรือรหัสสมาชิก อาชีพ เพศ อายุ

ข้อมูลยืนยันตัวตน (Identification Document) คือ ข้อมูลบนเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนา หนังสือเดินทาง สำเนาวีซ่า สำเนาใบอนุญาตทำงาน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เอกสารทางการทหาร

ข้อมูลการติดต่อ (Contact Data) คือ ข้อมูลที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับท่าน เช่น ที่อยู่สำหรับติดต่อหรือจัดส่งเอกสาร หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล ช่องทางการติดต่อผ่านระบบออนไลน์ของบริษัท

ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ (User Profile Data) คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสมัคร การยืนยันตัวตน และการบริหารจัดการบัญชีผู้ใช้ เช่น ชื่อผู้ใช้ (Username) รหัสผ่าน (ในรูปแบบที่ถูกเข้ารหัส) ข้อมูลการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ สิทธิ์การเข้าถึงระบบ

ข้อมูลธุรกรรม (Transaction Data) คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมหรือการใช้บริการของท่าน เช่น ประวัติการสั่งซื้อสินค้า หรือการใช้บริการ วันที่และเวลาที่ทำรายการ รายละเอียดสินค้าหรือบริการที่เลือก หมายเลขอ้างอิงธุรกรรม

ข้อมูลทางการเงิน (Financial Data) คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือสถานะทางการเงินของบุคคล เช่น ข้อมูลรายได้ ข้อมูลบัญชีธนาคาร ประเภทและช่องทางการชำระเงิน ข้อมูลใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารทางการเงินอื่น

ข้อมูลทางเทคนิค (Technical Data) คือ ข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยอัตโนมัติเมื่อท่านใช้งานเว็บไซต์ ระบบ หรือแอปพลิเคชันของบริษัท เช่น IP Address ประเภทอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ ประเภทเบราว์เซอร์ Log files

ข้อมูลการใช้งาน (Usage Data) คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานบริการของท่าน เช่น หน้าที่เข้าชม ระยะเวลาการใช้งาน การโต้ตอบกับฟีเจอร์ต่าง ๆ รูปแบบการใช้งานโดยรวม

ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data) คือ ข้อมูลที่แสดงถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของท่าน โดยอาจเป็นข้อมูลโดยตรงหรือโดยประมาณ เช่น ประเทศหรือจังหวัด ตำแหน่งโดยประมาณจาก IP Address ข้อมูลตำแหน่งจากระบบ GPS (หากมีการขอความยินยอม)

ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) คือ ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทนี้ เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลศาสนา หรือความเชื่อ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลชีวภาพ เช่น การจดจำลายนิ้วมือ หรือการจดจำใบหน้า

ข้อมูลแบบสรุปรวม (Aggregated Data) คือ ข้อมูลที่ผ่านการรวบรวม วิเคราะห์ หรือประมวลผลในลักษณะที่ไม่สามารถระบุตัวตนของท่านได้โดยตรง เช่น สถิติการใช้งานบริการโดยรวม รายงานเชิงวิเคราะห์ ข้อมูลที่ลบหรือปิดบังตัวระบุตัวตนแล้ว

วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
เพื่อให้ท่านได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากการให้บริการ และเพื่อให้บริษัทสามารถให้บริการแก่ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ บริษัทประสงค์จะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล ประเภทข้อมูลส่วนบุคคล ฐานทางกฎหมายที่ใช้
เพื่อดำเนินการรับสมัครงาน พิจารณาคุณสมบัติ ตรวจสอบประวัติ และจัดทำสัญญาจ้างงาน - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา 
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อจัดทำและบริหารประวัติพนักงาน การบันทึกข้อมูลบุคลากร และการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลตามนโยบายของบริษัท - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลยืนยันตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลอ่อนไหว
- ข้อมูลการเงิน
- เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัท
- เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา 
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อใช้ในการบริหารการทำงาน เช่น การบันทึกเวลาทำงาน การจัดตารางงาน การอนุมัติวันลา การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการพัฒนาศักยภาพพนักงาน - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการใช้งาน
- เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา 
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อใช้ในการจัดการเงินเดือน ค่าตอบแทน โบนัส ค่าล่วงเวลา การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการดำเนินการด้านบัญชีที่เกี่ยวข้อง - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการเงิน
- เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา 
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน เช่น ประกันสังคม ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการอื่นตามสิทธิและนโยบาย - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลยืนยันตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลธุรกรรม
- ข้อมูลการเงิน
- เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัท
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อรักษาความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินของบริษัท เช่น การควบคุมการเข้าออกอาคาร ระบบบัตรพนักงาน การใช้กล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบความปลอดภัยด้านสารสนเทศ - ข้อมูลระบุตัวตน - จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อป้องกัน ตรวจสอบ และจัดการเหตุการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต การฝ่าฝืนนโยบาย หรือความผิดปกติในการทำงาน - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลการใช้งาน
- ข้อมูลธุรกรรม
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตรวจสอบภายใน การตรวจประเมินความเสี่ยง และการรายงานต่อผู้บริหารหรือกลุ่มบริษัทตามความจำเป็น - ข้อมูลแบบสรุปรวม
- ข้อมูลการใช้งาน
- ข้อมูลธุรกรรม
- ข้อมูลทางการเงิน
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อใช้ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพย์สินของบริษัท เช่น การออกอุปกรณ์ทำงาน การติดตามสินทรัพย์ และการคืนอุปกรณ์เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลทางเทคนิค
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อจัดการด้านไอทีและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เช่น การให้สิทธิ์เข้าใช้งานระบบ การกำหนดบัญชีผู้ใช้งาน การบันทึก Log การตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติ และการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลทางเทคนิค
- ข้อมูลการใช้งาน
- ข้อมูลการติดต่อ
- เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัท
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภายใน เช่น การจัดทำรายชื่อผู้ติดต่อ การสื่อสารจากฝ่ายบริหาร และการจัดกิจกรรมภายในองค์กร
เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม สร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างความผูกพันกับพนักงาน รวมถึงการเก็บภาพถ่ายหรือวิดีโอในกิจกรรมภายในองค์กรตามความเหมาะสม
- ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อจัดทำสถิติ วิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรบุคคล หรือการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท - ข้อมูลแบบสรุปรวม - จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท
เพื่อใช้ในการจัดการสิ้นสุดสัญญาจ้างงาน เช่น การออกเอกสารรับรองการทำงาน การชำระสิทธิประโยชน์ค้างชำระ การคืนทรัพย์สิน และการจัดเก็บข้อมูลหลังสิ้นสุดจ้างตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด - ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูลการติดต่อ
- เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัท
- เพื่อการปฏิบัติตามสัญญา 
- จำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท

 

โดยทั่วไป บริษัทไม่มีความประสงค์จะเก็บหรือใช้ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาและ/หรือหมู่โลหิตที่ปรากฏบนสำเนาบัตรประชาชนของท่าน หากท่านส่งมอบสำเนาบัตรประชาชนให้บริษัท กรุณาปกปิดข้อมูลส่วนนี้ก่อน แต่หากท่านไม่ได้ปกปิด ถือว่าท่านยินยอมให้บริษัทดำเนินการปกปิดข้อมูลดังกล่าวแทน และถือว่าเอกสารที่ผ่านการปกปิดนั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถปกปิดข้อมูลดังกล่าวได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิค บริษัทจะเก็บและใช้ข้อมูลเฉพาะส่วนนี้เพื่อประกอบการยืนยันตัวตนของท่านเท่านั้น

การรักษาความปลอดภัย
บริษัทรับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน บริษัทจึงได้ปรับปรุงและพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้สอดคล้องกับกฎหมาย และมั่นใจว่ามีความทันสมัย ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลตลอดเวลา บริษัทจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยคำนึงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งด้านเทคนิค (Technical Measure) ด้านองค์กร (Organizational Measure) และด้านกายภาพ (Physical Measure) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

ทั้งนี้ บริษัทได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านหรือบุคคลอื่นที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย รักษา เคารพ และธำรงไว้ซึ่งการรักษาความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และ ความพร้อมใช้งาน (Availability) เพื่อรับรองว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

ในกรณีที่ท่านหรือบริษัทมีความจำเป็นต้องส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ ไปยังต่างประเทศ บริษัทจะใช้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจะไม่โอนข้อมูลไปยังประเทศปลายทางที่ไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ เว้นแต่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน

ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลใบสมัครและข้อมูลประกอบอื่น ๆ ของผู้สมัครงานไว้ สูงสุด 1 ปีปฏิทินนับจากวันที่สมัครงาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในตำแหน่งงานอื่นที่อาจเหมาะสม เว้นแต่ผู้สมัครจะแจ้งขอให้ลบข้อมูลก่อนครบกำหนดดังกล่าว

บริษัทจะจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตลอดระยะเวลาที่ท่านมีสถานะเป็นพนักงานของบริษัท และเมื่อท่านสิ้นสุดการเป็นพนักงาน บริษัทจะยังคงเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษีอากร กฎหมายบัญชี และเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลังหรือการปกป้องสิทธิเรียกร้องที่อาจเกิดขึ้น โดยบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลของท่าน อย่างน้อย 2 ปี สูงสุดไม่เกิน 10 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการจ้างงาน เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดให้เก็บรักษาไว้นานกว่านั้นสำหรับข้อมูลบางประเภท

เมื่อพ้นกรอบระยะเวลา บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลของท่านเฉพาะในส่วนที่จำเป็นเท่าที่ต้องใช้เพื่อการอ้างอิงด้านการทำงาน หรือหลักฐานที่จำเป็นทางธุรการเท่านั้น ทั้งนี้ หากท่านร้องขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล บริษัทจะพิจารณาดำเนินการตามสิทธิของท่านตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องไม่ขัดต่อระยะเวลาการจัดเก็บที่กฎหมายบังคับให้ต้องเก็บข้อมูลบางประเภทไว้

อย่างไรก็ดี หากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน พิสูจน์ข้อเท็จจริง การดำเนินคดี การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ หรือคำสั่งศาล บริษัทอาจจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว เกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จนกว่ากระบวนการทางกฎหมายหรือกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลภายนอก
บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลภายนอกในขอบเขตที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการด้านการจ้างงาน การปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นและเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลของท่านแก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการด้านการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงผู้ให้บริการสวัสดิการพนักงาน เช่น บริษัทประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือผู้ให้บริการอื่นตามนโยบายสวัสดิการของบริษัท

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลให้แก่หน่วยงานของรัฐและองค์กรกำกับดูแล เช่น กรมสรรพากร สำนักงานประกันสังคม หรือหน่วยงานภาครัฐอื่นที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาษี ประกันสังคม หรือภาระหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน ตลอดจนการเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลตามหมายเรียก คำสั่งศาล หรือเพื่อการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์หรือผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ให้บริการจัดเก็บข้อมูล การสำรองข้อมูล การรักษาความปลอดภัยของระบบ หรือการประมวลผลข้อมูลตามนโยบายด้านไอทีของบริษัท โดยบริษัทจะกำกับดูแลให้ผู้ให้บริการเหล่านี้ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม

นอกจากนี้ บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลให้แก่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท เช่น ผู้ให้บริการระบบรักษาความปลอดภัย ผู้ให้บริการอุปกรณ์สำนักงาน ผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาภายนอกที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งนี้ จะเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และอยู่ภายใต้มาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด

การส่งข้อมูลไปต่างประเทศ
โดยหลักแล้ว บริษัทจะไม่มีการโอนหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังผู้รับข้อมูลในต่างประเทศ เว้นแต่มีความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้บริการของผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service Provider) ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ หรือกรณีที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้แจ้งให้ท่านทราบไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับข้อมูลมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ บริษัทจะดำเนินการเฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะโอนข้อมูลไปยัง

  1. ประเทศหรือเขตอำนาจศาลที่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอตามกฎหมายกำหนด หรือ
  2. ผู้รับข้อมูลที่มีการทำสัญญาการคุ้มครองข้อมูลที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย (เช่น สัญญาการประมวลผลข้อมูล Data Processing Agreement หรือสัญญามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด)

นอกจากนี้ ในบางกรณีที่บริษัทจำเป็นต้องโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ แต่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย หรือการโอนดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ บริษัทอาจขอความยินยอม (Consent) จากท่านเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม โดยจะแจ้งให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะให้ความยินยอม ทั้งนี้ บริษัทจะโอนข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะดำเนินการตามมาตรฐานของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กฎหมายอื่น และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้

(1) สิทธิในการขอถอนความยินยอม
ในกรณีที่บริษัทมีการขอและได้รับความยินยอมจากท่านเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านมีสิทธิในการแจ้งขอถอนความยินยอมในการให้บริษัทใช้ข้อมูลดังกล่าวได้ทุกเมื่อ

(2) สิทธิในการขอเข้าถึงและรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทจัดเก็บไว้
ท่านมีสิทธิขอเข้าถึงและรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทได้จัดเก็บไว้ได้ โดยเมื่อบริษัทได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิดังกล่าวจากท่าน บริษัทจะพิจารณาคำขอของท่านเพื่อดำเนินการที่เหมาะสมต่อไปทั้งนี้ภายในไม่เกิน 30 (สามสิบ) วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธคำขอใช้สิทธิดังกล่าวของท่าน หากเป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

(3) สิทธิในการขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับจากแหล่งอื่น
ในกรณีที่บริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากแหล่งอื่นซึ่งไม่ใช่จากท่านโดยตรง หากบริษัทจะใช้ข้อมูลดังกล่าวบริษัทจะดำเนินการแจ้งให้ท่านทราบภายใน 30 (สามสิบ) วันนับจากวันที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว (เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องแจ้ง) ในกรณีนี้ท่านสามารถสอบถามและขอให้บริษัทเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้

(4) สิทธิในการขอรับ และขอให้บริษัทโอนย้าย หรือส่งต่อข้อมูลของท่านไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ในกรณีที่บริษัทมีการปรับให้ข้อมูลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานได้โดยอุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และสามารถส่งต่อได้โดยวิธีการอัตโนมัติ
ท่านมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตัวท่านจากบริษัทได้ ในกรณีที่บริษัทได้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิขอให้บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ และมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่โดยสภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้

(5) สิทธิในการคัดค้านการเก็บรวบรวม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ท่านมีสิทธิในการคัดค้านการเก็บรวบรวม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยบริษัทได้ ในกรณีต่อไปนี้

  1. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นการเก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมเนื่องจากเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน)
  2. กรณีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง

เมื่อบริษัทได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิดังกล่าวจากท่าน บริษัทจะทำการแยกข้อมูลของเจ้าของข้อมูลออกจากข้อมูลอื่นๆ ทันที อย่างไรก็ตามบริษัทขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธคำขอใช้สิทธิดังกล่าวของท่าน ในกรณีที่บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมเนื่องจากเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทนั้นมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือ เป็นไปเพื่อการก่อตั้งสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

(6) สิทธิในการขอให้บริษัททำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเคยได้ให้ไว้กับบริษัทกลายเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้ระบุตัวตนได้
ท่านสามารถแจ้งให้บริษัททำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และ/หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ให้ไว้กลายเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุถึงตัวตนของท่านได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามวัตถุประสงค์
  2. เมื่อท่านถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น และบริษัทไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
  3. เมื่อท่านใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล และบริษัทไม่มีเหตุผลที่จะใช้ปฏิเสธคำขอได้ หรือ
  4. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อบริษัทได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิดังกล่าวจากท่าน บริษัทจะพิจารณาคำขอของท่านเพื่อดำเนินการที่เหมาะสมต่อไปทั้งนี้ภายในไม่เกิน 30 (สามสิบ) วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธคำขอใช้สิทธิดังกล่าวของท่าน หากบริษัทมีความจำเป็นและสิทธิตามกฎหมายที่จะปฏิเสธคำขอดังกล่าวได้

(7) สิทธิขอให้บริษัทระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
ท่านสามารถแจ้งให้บริษัทระงับการใช้ข้อมูลของท่านได้ทันที ในกรณีดังต่อไปนี้

  1. เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน หรือปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นให้เป็นข้อมูลปัจจุบันตามคำขอของท่าน
  2. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอาจถูกลบ หรือทำลายได้ แต่ท่านแจ้งขอให้ระงับการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลนั้น แทนการลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล
  3. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นแล้ว แต่ท่านมีความจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือ
  4. เมื่อบริษัทอยู่ในระหว่างการพิจารณาการใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อบริษัทได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิดังกล่าวจากท่าน บริษัทจะพิจารณาคำขอของท่านเพื่อดำเนินการที่เหมาะสมต่อไปทั้งนี้ภายในไม่เกิน 30 (สามสิบ) วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอดังกล่าว อย่างไรก็ตามบริษัทขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธคำขอใช้สิทธิดังกล่าวของท่าน หากบริษัทมีความจำเป็นและสิทธิตามกฎหมายที่จะปฏิเสธคำขอดังกล่าวได้

(8) สิทธิในการขอให้บริษัทปรับปรุงข้อมูลของท่านให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นข้อมูลที่ตรงตามสภาพปัจจุบัน
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัท หรือที่บริษัทได้เก็บรวบรวมไว้ หากยังอยู่ภายในระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลตาม ประกาศความเป็นส่วนตัว ท่านสามารถแจ้งให้บริษัทดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงข้อมูลของท่านได้ทุกเมื่อ

(9) สิทธิในการร้องเรียนในกรณีที่พบว่ามีการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพบว่าบริษัท และ/หรือลูกจ้างของบริษัทมีการดำเนินการใดๆ ที่ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถแจ้งการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องนั้นมายังบริษัทผ่านทางศูนย์บริการ Call Center 1756 หรือติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่ [email protected] และ/หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ผ่านอีเมล [email protected]

ช่องทางการขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
หากท่านประสงค์จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ท่านสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองผ่าน ระบบ Employee Self-Service (ESS) ตามสิทธิที่กำหนดไว้ในระบบ และในกรณีที่ท่านต้องการใช้สิทธิอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เช่น การขอลบข้อมูล ขอจำกัดการประมวลผล ขอคัดค้านการประมวลผล หรือขอให้โอนย้ายข้อมูล ท่านสามารถติดต่อ หน่วยงาน HRBP ของท่านเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่บริษัทกำหนด

ช่องทางติดต่อบริษัทและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
สำนักงานใหญ่ : 88/9 ซอยสมานฉันท์-บาร์โบส
แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
โทร. 02-146-5959 หรือ ศูนย์บริการ Call Center โทร 1756

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สำนักงานใหญ่ : 88/9 ซอยสมานฉันท์-บาร์โบส
แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
Email: [email protected]

การปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัว
นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ได้รับการตรวจสอบและทบทวน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 และอาจมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนเพื่อรักษามาตรฐานความเป็นธรรมและความโปร่งใสต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงนโยบาย บริษัทจะแจ้งให้พนักงานทราบผ่านช่องทางการสื่อสารภายในที่บริษัทกำหนด